เมื่อคุณแม่แต่งหน้า

5

ฉันนั่งอยู่หน้ากระจก ดูหน้าตาตัวเองเพิ่งตื่นนอน หน้ามันมาก รูขุมขนก็กว้าง ผมฟู ดูหน้าตาและสภาพตนเองในกระจกแล้วก็หันไปมองคุณแม่ของฉันที่ยังนอนอยู่ หน้าของคุณแม่เกลี้ยงเกลา หน้าเนียน ใสกว่าฉันมาก ใครๆ ก็ว่าฉันเหมือนพ่อมากกว่าแม่ เพราะตอนเด็กๆ คุณแม่พาฉันไปตลาด ใครๆ ก็ไม่คิดว่าฉันจะเป็นลูกสาว เพราะหน้าตาผิวพรรณไม่เหมือนกันเลย ฉันผิวคล้ำเหมือนพ่อ คุณแม่จะมีผิวขาว และเวลาไปไหนมาไหน ท่านจะแต่งหน้าทำผมเก่ง สวยตลอดในความรู้สึกฉันคือ คุณแม่แต่งหน้า และแต่งตัวเก่ง เพราะเห็นมีแต่คนชมคุณแม่ทั้งนั้นเลยว่าสวยๆ ตลอด ตอนนั้นฉันยังเด็กๆ อายุราวสิบกว่าขวบได้ เมื่ออายุฉันเป็นวัยรุ่นราวสิบแปดปี เวลาคุณแม่ไปส่งฉันที่มหาวิทยาลัยครั้งแรกตอนมอบตัว ใครๆ ต่างก็ทักว่าพี่สาวมาส่งน้องสาว ฉันอดชื่นชมคุณแม่ในใจไม่ได้ แอบภูมิใจเล็กๆ ว่าคุณแม่สวย

นั่งนึกย้อนวัยไปในอดีต … ฉันนั่งหน้ากระจกสักพัก คุณแม่ก็ตื่นพอดี “ลูก วันนี้เราต้องไปบ้านคุณอาที่อยู่ต่างจังหวัดนะลูก ล้างหน้า ล้างตา อาบน้ำ แต่งตัวได้แล้ว” คุณแม่ลุกขึ้นจากที่นอนและบอกให้ฉันเตรียมตัวเพราะฉันต้องเป็นคนขับรถ (ตลอดค่ะ) ให้กับคุณแม่ยังสาว ถึงแม้อายุจะย่างเข้าสู่เลขห้าแล้ว ฉันจัดการเปลี่ยนชุด แล้วอาบน้ำ ออกมาแต่งตัว ทาแป้ง ทาลิปสติกเล็กน้อย เตรียมสัมภาระไปบ้านคุณอาที่ต่างจังหวัด แล้วมานั่งรอคุณแม่อยู่บนเตียง เพราะเอาเข้าจริง คุณแม่อาบน้ำหลังฉัน และอาบน้ำนานมาก หลังจากนั้นคุณแม่ถึงออกมาแต่งตัว และเมื่อแต่งตัวใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว จึงนั่งแต่งหน้า ฉันนั่งมองคุณแม่แต่งหน้าเพลินๆ คุณแม่ของฉันใช้รองพื้นไม่มากนัก ทาครั้งเดียว และคุณแม่ฉันใช้ไพรม์เมอร์ทาหน้าด้วย หลังจากนั้นจึงใช้คอนซีลเลอร์แต้มที่หัวตาและหางตา คุณแม่ทาไป ก็สอนฉันว่า คอนซีลเลอร์ที่ต้องทาที่หัวตาและหางตาเพราะจะปกปิดความหมองคล้ำ เพราะบริเวณนี้จะคล้ำกว่าส่วนอื่น จะทำให้รอบดวงตาสว่างขึ้น ดวงตาสดใสขึ้น และบอกฉันว่าถ้าจะแต่งให้ดูสดใส ให้เลือกอายแชโดว์สีอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ แล้วคุณแม่จึงใช้บลัชออน โดยปัดบลัชออนทั่วพวงแก้ว ดูสีบลัชออนเข้ากับผิวทั้งแก้ม
ดูหน้าตาสดใส มีการเขียนคิ้วเติมคิ้วให้เต็ม จากที่ไม่ค่อยเห็นคิ้ว เพราะคิ้วคุณแม่บาง ก็เขียนคิ้วจนเห็นได้ชัดขึ้น  เขียนเติมช่วงขนคิ้วที่แหว่งจนดูคิ้วเข้ม หลังจากนั้นจึงทาลิปสติกสีแดง สีที่คุณแม่โปรด ชอบใช้ตลอด ตามด้วยลิปกลอสดูแวววาว และจบสุดท้ายคุณแม่ปัดมาสคาร่า ดูสีขนตางอนขึ้นมาทันที

คุณแม่แต่งหน้าไป ก็บรรยายการแต่งหน้า ทำให้ฉันมีความรู้เพิ่มขึ้น ฉันทำเป็นไม่สนใจ แต่ความจริงแล้วตั้งใจฟังเคล็ดลับแต่งหน้าที่คุณแม่พร่ำบอก ท่านบอกให้ฉันรู้จักเรียนรู้การแต่งหน้าบ้างเพราะจะเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ฉันก็รับคำไป ถึงจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ฉันก็เก็บรายละเอียดที่คุณแม่บอกตลอด เพราะฉันก็แต่งหน้าไม่เป็น แต่งทีไร เป็นลิงทุกที รอไปรอมา “คุณแม่ หนึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้วค่ะ คุณแม่คนสวย” คุณแม่หันมาแล้วตอบกลับมาว่า “คุณลูก ก็เราจะไปเยี่ยมคุณอานี่จ๊ะ ปล่อยให้แม่สวยสักวันแล้วกันนะ” ฉันนึกในใจว่า คุณแม่ตอบว่าสวยสักวัน ก็เลยต้องรอ แอบคิดค้านอยู่ในใจว่า ปกติทุกวันเวลาไปไหนมาไหน ฉันก็ต้องรอคุณแม่อย่างต่ำสองชั่วโมงตลอดนี่นา ทำไงได้ล่ะก็คุณแม่ฉันสวยนี่นา

 

แต่งหน้า..สังสรรค์งานเลี้ยง

4

วันนี้ทางบริษัทของฉันจัดงานเลี้ยงประจำปีของบริษัท มีการแจกรางวัลให้กับพนักงานบริษัท ที่มีคุณสมบัติตามที่บริษัทได้ตั้งเกณฑ์เอาไว้ ปกติก็จะมีรางวัลประจำปี เช่น พนักงานบริษัทดีเด่นประจำแต่ละแผนก พนักงานตรงต่อเวลา และมีกิจกรรมมากมายที่ได้จัดไว้ในงานเลี้ยง แต่ที่ฉันรู้สึกตื่นเต้นคือ ฉันเพิ่งทราบจากหัวหน้าว่า ฉันได้รับคัดเลือกให้เป็นพนักงานบริษัทดีเด่นของแผนกที่ฉันทำงานอยู่ ตอนที่ทราบนั้น รู้สึกอึ้งไปเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะได้รับการคัดเลือก ก็แอบปลื้มเล็กน้อย กับการที่ทางคณะกรรมการที่คัดเลือกได้ใส่ใจพิจารณาให้ฉันได้รับรางวัลน่าปลื้มรางวัลนี้ เพราะปกติฉันก็ทำงานโดยไม่ค่อยไปสุงสิง หรือไปยุ่งกับงานคนอื่นเท่าไหร่นัก เป็นคนพูดไม่เก่ง คิดแต่ว่าจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

วันที่หัวหน้าได้แจ้งข่าวดีมาให้ฉันทราบนั้น นอกจากจะบอกเรื่องที่ฉันได้รับรางวัลแล้ว หัวหน้ายังบอกให้ฉันแต่งตัวให้สวยที่สุด แต่งชุดโทนสีส้ม เพราะเป็นสีสัญลักษณ์ของแผนก แต่งหน้าให้เข้ากับชุด เลือกรองเท้าต่างๆ ให้เข้าชุดกัน ไปถามเพื่อนๆ ด้วยว่าแต่งหน้ายังไงให้เข้ากับชุดที่ใส่ไป หัวหน้ากำชับนัก กำชับหนา เพราะปกติฉันเหมือนเป็นยัยเฉิ่มของแผนกก็ว่าได้ ไม่เคยแต่งหน้าไปทำงานเลย มากสุดสำหรับฉันก็คือทาแป้งกับลิปมัน จนงานนี้หัวหน้าคงอดไม่ได้ที่จะเตือน เพราะเป็นหน้าตาของแผนก และคงอยากเห็นยายเฉิ่มอยากฉันในลุคใหม่ แบบในละคร อิอิ ฉันแอบคิดไว้ในใจว่าฉันไม่ใช่นางเอกนะคะท่านหัวหน้า ถึงฉันจะแต่งหน้าเลิศเลอยังไงก็ไม่รู้ว่าทั้งแผนกจะตกใจในความสวย หรือในความงงที่ว่า เอ๊ะ ยายนี่ ขนาดแต่งหน้าทาปากแล้วทำไมยังดูหน้าตาไม่พัฒนาเอาเสียเลย แป่ว! ฉันบ่นในใจไปเรื่อย เพราะไม่มั่นใจเลย ยิ่งหัวหน้ากำชับแบบนี้ก็ยิ่งไม่มั่นใจเข้าไปใหญ่

เงินเดือนเดือนนี้เกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ฉันได้รับ จึงหมดกับการหาชุดที่มีโทนสีส้ม รองเท้า เสื้อผ้า และฉันก็ไม่ลืมที่สรรหา ชุดแต่งหน้า ชุดใหม่ทั้งชุด เพราะฉันเห็นสภาพชุดแต่งหน้าอันเก่า แล้วเดาว่าน่าจะหมดอายุแล้ว ด้วยอย่างที่บอกว่า ไม่แต่งหน้ามาหลายปี นานมาก งานเลี้ยงทีไรก็กางเกงดำ เสื้อยืดแขนยาวตัวเก่งเหมือนเดิมตลอดทุกปี ปีนี้เป็นปีพิเศษหน่อยจึงถอนเงินเดือน จัดสรรจากเงินเดือนอันน้อยนิดเพื่อซื้อชุดแต่งหน้าเพิ่มเติมให้กับตัวเอง เผื่อจะสวย จนเจ้าชายในงานเห็นแล้วตะลึงขึ้นมาบ้าง

…และแล้วก็ถึงวันแห่งความสำคัญ วันจัดงานเลี้ยงประจำปีให้พนักงานบริษัททุกคน วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของฉันเลยทีเดียว ฉันจึงตื่นเต้นมาก เพื่อนแนะนำให้ไปแต่งหน้าร้านใกล้ๆ บริษัท ฉันก็จัดไป ไปร้านแต่งหน้าตั้งแต่บ่ายสาม หลังจากไปหาซื้อเครื่องประดับพวกต่างหู เข็มกลัดเรียบร้อยแล้ว ก็ไปร้านแต่งหน้าทันที พอเข้าไป พี่นาเจ้าของร้านก็เตรียมต้อนรับฉันแล้ว เพราะฉันได้โทรนัดล่วงหน้า เริ่มตั้งแต่ทำผมก่อน ฉันเกล้าผมขึ้นสูง พี่นาถักเปียทั้งสองข้างเปียผมจากข้างบนหน้าผากและเกล้าผมขึ้นสูง ใช้เวลาไม่นานราวครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นจึงได้แต่งหน้าต่อ พี่นาแต่งหน้าฉันตั้งแต่ทำความสะอาดของฉันด้วยสำลีบางๆ ใช้น้ำยาอะไรไม่รู้ เช็ดทำความสะอาดหน้า หลังจากนั้นจึงทาครีมเหนียวเหนอะหนะ บนหน้าของฉัน หรือว่าเขาเรียกกันว่าครีมรองพื้นหรือเปล่า

ฉันไม่แน่ใจเพราะฉันเคยฟังขั้นตอนการแต่งหน้าในทีวีแต่ด้วยความไม่ค่อยสนใจฟัง จึงจำไม่ได้ หลังจากนั้น ก็ทาครีมอีกสองชั้น แล้วจึงใช้แปรงอันใหญ่จุ่มบลัชออนสีชมพู ทาตั้งแต่โหนกแก้มเฉียงขึ้นไป หลังจากนั้นก็กันคิ้วของฉัน และเริ่มเขียนคิ้ว และจึงแต่งตา ดัดขนตา ทาอายไลน์เนอร์ ทาอายแชโดว์ แต่งตาของฉันนานมาก จนจบสุดท้ายแต่งตาของฉันด้วยการปัดมาสคาร่า ใช้แปรงปัดหน้าฉันไปมา ไม่รู้กี่รอบ หลังจากนั้น พี่นาก็ใช้ปากกาเขียนขอบปาก ใช้พู่กันอันเล็กจุ่มลิปสติกสีส้มทาที่ริมฝีปาก ฉันดูนาฬิกาดูเวลาการแต่งหน้าแล้วนานเป็นชั่วโมงเหมือนกันกว่าจะเสร็จ

“เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า ลืมตาได้แล้ว น้องคนสวย” พี่นากล่าวกับฉันหลังจากที่ต่างคนต่างเงียบ เพราะฉันก็นั่งหลับตา พี่นาก็แต่งหน้าไม่พูดไม่จาแต่งหน้าฉันอย่างตั้งใจ ฉันลืมตาขึ้นมา ยิ้มนิดหน่อย ปลื้มเล็กน้อยกับคำยอของพี่นา ถึงแม้ไม่แน่ใจว่า จะสวยเหมือนที่พี่นาพูดหรือเปล่า

“ขอบคุณค่ะ” ฉันลืมตาดูกระจก เห็นหน้าตัวเองจากการแต่งหน้าของพี่นา ก็แปลกใจตัวเอง ดูไม่เหมือนตัวเองเลย อาจด้วยฉันไม่เคยแต่งหน้ามาก่อน มองหน้าตาตัวเองในกระจกแล้วก็รู้สึกว่าการแต่งหน้าทำให้ดูเปลี่ยนไปจริงๆ “พี่นาคะ รอบหลังขอมาเรียนแต่งหน้ากับพี่นาบ้างนะคะ” ฉันกล่าวออกไป เพราะตระหนักเลยว่าการแต่งหน้านี้ทำให้หน้าตาดูเปลี่ยนไปจริงๆ ทีนี้ล่ะ วันนี้ฉันจะมีเจ้าชายที่เห็นเจ้าหญิงอย่างฉันไหมนี่… แอบลุ้นในใจเล็กน้อยค่ะ กับงานราตรียามค่ำคืนนี้

วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้า

เช้าวันนี้ฉันรับหน้าที่เป็นวิทยากร ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง กลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร เป็นการรับหน้าที่จากหัวหน้าที่ได้มอบหมายให้ฉันทำการฝึกอบรมผู้เข้าร่วมประชุม และตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ 2 หลังจากได้เปิดการอบรม แนะนำ ละลายพฤติกรรมผู้อบรมให้ได้รู้จักกันในช่วงแรก และหลังจากที่ฉันได้ให้ผู้เข้ารับการอบรม รับประทานเบรกอาหารว่างช่วงเช้าเรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มพักเบรคเวลา 10.20 น. เมื่อถึงเวลาอบรมต่อเนื่องเป็นเวลา 10.40 ฉันก็เริ่มส่งสัญญาณเชิญผู้เข้าร่วมการอบรม “การแต่งหน้าเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ” ได้เข้าห้องประชุม เพื่อแนะนำให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำความสะอาดชุดอุปกรณ์แต่งหน้าต่อเนื่อง โดยฉันได้เริ่มต้นแนะนำการเรียนรู้ในการทำความสะอาด แปรงหรือพู่กันที่ไว้สำหรับการแต่งหน้า

โดยขั้นตอนแรกได้แนะนำให้ล้าง ขจัดคราบสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนแปรงหรือพู่กันแต่งหน้าอย่างคร่าวๆ ก่อน หลังจากนั้น เคาะเอาเศษผงออกมา ทำการปัดขนแปรงไปมาด้วยทิชชู่ เพื่อทำการกำจัดฝุ่น สำหรับพู่กันทาปาก แนะนำให้ใช้ทิชชู่ เช็ดคราบลิปสติกให้หมด นำน้ำมาผสมสบู่เหลวหรือชมพู แล้วจึงนำอุปกรณ์พู่กันทาปากไปล้างในน้ำที่ผสม แล้วจึงล้างด้วยน้ำอุ่นอีกครั้งหนึ่ง

ฉันได้สาธิตการล้างอุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับการแต่งหน้า คือ การทำความสะอาดที่ดัดขนตา โดยนำเอาสำลีชุบน้ำยาเช็ดรอบดวงตามาเช็ดถูส่วนโลหะของที่ดัดขนตา หลังจากนั้นเช็ดออกด้วยทิชชู่ให้สะอาด โดยให้เปลี่ยนเนื้อยาง ทุกๆ 3 เดือน หลังจากที่ได้แนะนำแนวทาง สาธิตการทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้าให้ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนแล้ว ก็ได้ให้ผู้เข้ารับการอบรมทบทวนหลังจากได้เรียนรู้ทั้งจากการบรรยาย และ ดูการสาธิตการบรรยาย โดยให้ผู้เข้ารับการอบรมทำกิจกรรมจับกลุ่ม และทดลองทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้าด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ตั้งแต่ การทำความสะอาดพัฟแต่งหน้า การทำความสะอาดพู่กันแต่งหน้าทุกประเภท ตั้งแต่พู่กันทาปาก ที่เขียนอายแชโดว์ ที่ปัดแก้มตามแต่ละขนาด จนถึงที่
ดัดขนตา

ซึ่งส่วนใหญ่ เท่าที่สังเกต ผู้เข้าร่วมการอบรมปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างถูกต้อง โดยทางทีมวิทยากรได้เตรียมพี่เลี้ยง วิทยากรเพิ่มเติม ตามแต่ละจุดของการแบ่งกลุ่ม หลังจากที่ได้มีการจัดกิจกรรมเสร็จสิ้นในช่วงเช้า ถึงเวลาจึงได้พักเที่ยงรับประทานอาหาร พร้อมนัดกิจกรรมต่อไปในช่วยบ่าย โดยได้เตรียมการจัดอบรมการทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด หลังจากแต่งหน้ามาทั้งวัน โดยเฉพาะล้างเครื่องแต่งหน้าให้สะอาดหมดจดก่อนนอน เนื่องจากเป็นช่วงที่สำคัญมากช่วงหนึ่งเลยทีเดียว หากลืมล้างหน้าก่อนนอน ปัญหาตามมา จะเกิดทันที ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว เพราะทำความสะอาดผิวหน้าได้ไม่ดี เกิดการหมักหมมของชุดเครื่องสำอางต่างๆ บนใบหน้า หากลืมทำความสะอาดบ่อยๆ หน้าที่ใสใส จะกลับกลายเป็นมีผิวหน้าที่มีปัญหาทันที แค่ทีมวิทยากรอย่างพวกเราได้เกริ่นๆ รายการช่วงบ่าย สังเกตได้ว่าผู้เข้ารับการอบรมทุกคนต่างกระตือรือร้น และดูสนใจกับรายการการอบรมที่พวกเราได้เตรียมจัดคอร์สการแต่งหน้าเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ อย่างเต็มที่

สำหรับฉันเมื่อเห็นแววตาของสาวๆ ทั้งหลายที่มีความตั้งใจในการเรียนแล้ว รู้สึกมีกำลังใจ และตั้งใจว่า จะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับสาวๆ ทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมกลับไป ได้รับความรู้อย่างที่พวกเขาตั้งใจเลยทีเดียว

 

หาวิธี..ล้างชุดอุปกรณ์แต่งหน้ากันดีกว่า

2

วันนี้กับเช้าอีกวัน เป็นวันสุดท้ายกับภารกิจการเป็นวิทยากรด้านการแต่งหน้า ให้กับผู้เข้าร่วมอบรม ที่มาหลากหลายอาชีพที่ทุกคนที่เข้ารับการอบรมในคอร์สนี้ เท่าที่ฉันสำรวจความต้องการวันแรก ก็ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน บ้างก็มาเรียนแต่งหน้าเพราะต้องการนำไปใช้เวลาไปทำงาน บางคนก็มีเรียนแต่งหน้าเพื่อประกอบอาชีพช่างแต่งหน้า บางคนก็เรียนแต่งหน้าเพราะต้องการเสริมความรู้ บางคนก็เรียนแต่งหน้าเพราะคุณแม่ให้มาเรียนเพื่อให้หัดแต่งหน้าให้เป็น หลากหลายเหตุผลกับการเข้ารับการอบรมจากผู้เข้ารับอบรม ที่มีสมัครเข้ามาในรอบแรก จากที่ทางบริษัทได้รับจำนวนจำกัดแค่ 50 คนในรอบแรก ใช้เวลาประกาศทางอินเทอร์เน็ต และติดป้ายประกาศ ไม่ถึง 1 วัน ที่นั่งผู้เข้าร่วมการอบรมก็เต็มแล้ว แสดงว่าผู้หญิงหลายต่อหลายคน ต่างก็ต้องการอยากสวยอยากงามด้วยกันทั้งนั้น

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการอบรม ฉันเตรียมเนื้อหา สุดท้ายคือ วิธีการทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้า อย่างง่ายๆ ให้เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับสาวๆทั้งหลาย วันนี้ฉันแต่งตัวง่ายๆ สบายๆ ชุดทำงานด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเก่งของฉัน พร้อมกระโปรงสีดำตัวเก่งของฉันอีกเช่นกัน วิทยากรอย่างฉันแต่งหน้าสบายๆ ตั้งใจที่จะแต่งหน้าให้ดูสไตล์ ให้อ่อนวัยกว่าอายุจริง ฮ่า ฮ่า แบบว่า คำถามเดียวที่ฉันจะไม่ตอบขณะเป็นวิทยากรสอนอยู่ คือ “อาจารย์ อายุเท่าไหร่คะ” แต่ฉันจะรีบตอบทันทีถ้าผู้เข้าร่วมอบรมถามฉันว่า “อาจารย์แต่งหน้ายังไง ทำไมหน้าตาอาจารย์ ดูเด็ก เหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยเลยค่ะ”  ฉันจะรีบตอบ และอธิบายอย่างละเอียด เนื่องใจถูกใจ กับความจริงใจของผู้เข้ารับการอบรม (ที่บอกว่า อาจารย์หน้าเด็ก อิอิ)

หลังจากแต่งหน้าเสร็จ ดูนาฬิกาใกล้เวลานัด คือ เก้าโมงแล้ว ก็เดินออกไปจากห้องเพื่อเตรียมเข้าห้องประชุมทันที เมื่อฉันเดินเข้าไปถึง ผู้เข้ารับการอบรม ก็นั่งรอ เตรียมพร้อมรับกับความรู้ใหม่เรียบร้อยแล้ว ฉันเริ่มต้นสอน ตั้งแต่วิธีการล้างพัฟแต่งหน้า โดยมีการสาธิตวิธีการล้างอย่างเห็นจริง นั่นคือเริ่มตั้งแต่ นำพัฟมาล้างด้วยน้ำอุ่นก่อน 1 รอบเพื่อชำระสิ่งสกปรกในรอบแรก หลังจากนั้น ใช้แชมพูหรืออาจจะใช้สบู่เหลว บีบลงไปบนพัฟ บีบอีกครั้งจนกลายเป็นคราบน้ำสีน้ำตาล แช่ลงไปในน้ำอุ่นที่ผสมน้ำสบู่ อีกครั้ง พร้อมขยี้พัฟซักมือเล็กน้อยเพื่อให้สิ่งสกปรกออกไปทั้งหมด

หลังจากล้างจนสะอาดแล้ว นำมาบีบล้างน้ำธรรมดาจนฟองหมดไป บีบอีกครั้งเพื่อวางบนผ้าขนหนู ซับน้ำออกให้หมด นำไปตากลม ผึ่งให้สนิท หลังจากนั้น หลังจากอธิบายเสร็จ ก็เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมซักถามในชุดแรกของการสาธิต ผู้เข้ารับการอบรมยกมือขึ้นเมื่อฉันเปิดโอกาส และถามว่า เราควรจะล้างพัฟแต่งหน้าประมาณกี่ครั้ง หรือเป็นเวลากี่วันถึงจะซัก ถึงจะเป็นหลักที่ถูกต้อง เมื่อได้ฟังคำถาม ฉันจึงตอบไปว่า การล้างพัฟแต่งหน้านั้น

ฉันคงไม่แนะนำว่ากี่วัน เนื่องจากแต่ละคนในแต่ละวันต่างก็แต่งหน้ามีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน บางคนต้องทำงานขายเครื่องสำอาง อาจจะต้องใช้ชุดแต่งหน้า พวกพัฟแต่งหน้าบ่อยครั้งตลอดทั้งวัน เติมแป้งตลอด หรือบางคนก็ทำงานธรรมดา ที่ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้ามากนัก ก็อาจจะมีโอกาสใช้แป้งพัฟในการเติมแป้งน้อยกว่าผู้ที่ใช้บ่อย ฉะนั้นฉันจึงแนะนำว่า ควรล้างเมื่อเห็นว่าเริ่มจะมีสีแป้งเยอะที่แป้งพัฟ และล้างบ่อย ก็ดีกว่าไม่ล้าง แล้วแต่งหน้าซ้ำไปซ้ำมา ด้วยพัฟแต่งหน้าอันเดิมที่ไม่สะอาด จะทำให้เกิดเชื้อโรค สะสมเชื้อโรคบนแป้งพัฟ นำไปแต่งหน้า ทาแป้งทุกวันๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหาสิวตามมาอีกหลายแบบ ทั้งสิวเป็นผื่นแดง สิวหัวโต สิวหัวช้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่สาเหตุส่วนหนึ่งนอกจากฮอร์โมนคือ การที่ทำความสะอาดหน้าไม่สะอาด ซึ่งอาจจะมาจากการชุดแต่งหน้าที่ไม่สะอาด อย่างการไม่ดูและการซักพัฟแต่งหน้าก็เป็นได้

หลังจากฉันได้ตอบคำถามไป ดูผู้เข้าร่วมรับการอบรมต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลที่ฉันอธิบาย ถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว แต่เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายต่อหลายคนลืมข้อนี้ไป พยายามหาเครื่องสำอาง ครีมต่างๆ แก้สิว หากเราใส่ใจสาเหตุ นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวก็เป็นได้ ฉะนั้นสาวๆ ทุกคนวันนี้ไปตรวจสอบพัฟในกระเป๋าเครื่องสำอางเถอะค่ะ ว่าสะอาดพร้อมแต่งหน้าแล้วหรือยัง !

 

นางฟ้าแต่งหน้า

1

สัปดาห์นี้ฉันมีคิวงานรับนัดการสัมมนาจากหัวหน้าอย่างด่วนจี๋! เลย เพราะหัวหน้าส่งข้อความมา ให้เดินทางไปสัมมนาด่วน ณ กรุงเทพมหานคร ให้เดินทางโดยเครื่องบิน พร้อมให้ฉันส่งไลน์ข้อมูลชื่อ นามสกุล ถ่ายบัตรประชาชนส่งไปสำหรับจองเครื่องบินให้ทันที  เมื่อฉันได้รับคำสั่ง ฉันก็จัดการจัดกระเป๋าเดินทางอย่างด่วนทั้งเตรียมชุดสูทเข้ารับการอบรม แปรงสีฟัน ชุดเครื่องสำอางไว้สำหรับแต่งหน้า ชุดนอน เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงาน เตารีด รองเท้าคู่ใจ หลายอย่างจิปาถะ เมื่อจัดการจัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งเตรียมหาข้อมูล เส้นทางที่จะเข้าพักทันที ติดต่อโทรศัพท์กับทางโรงแรมและจองห้องพักเพื่อเข้ารับการสัมมนา

วันนี้ฉันต้องออกเดินทางแล้ว น้องสาวฉันมาส่งที่สนามบิน เริ่มต้นก็แจ้งชื่อ นามสกุล ยื่นบัตรประจำตัวประชาชน จัดการโหลดกระเป๋าเดินทาง รอเวลา แล้วก็เดินเข้าไปในสถานที่เตรียมตัวขึ้นเครื่องบินนั่งอ่านเอกสารงานไปเพื่อเตรียมตัวสัมมนาในช่วงเวลารอขึ้นเครื่อง สักพักก็มีเสียงจากเจ้าหน้าที่ให้ผู้โดยสารเตรียมตัวขึ้นเครื่องบิน เมื่อถึงเวลา ฉันก็เดินขึ้นเครื่องบินทันที หาที่นั่งตามตั๋วเครื่องบิน โดยที่ฉันได้ที่นั่งแถวหลังสุด  ก็นั่งรอเวลา มีเสียงจากเจ้าหน้าที่ให้รัดสายเข็มขัด ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ  ฉันจัดการรัดเข็มขัด ตามสัญญาณเจ้าหน้าที่ และเครื่องก็เริ่มทะยานเข้าสู่ท้องฟ้า แรกๆ ฉันก็เสียวๆเหมือนกัน เพราะรู้สึกหูอื้อไปหมด เมื่อปรับสภาพได้ ก็เริ่มดีขึ้น สักพักหนึ่งแฮร์โอสเตส ก็เริ่มสาธิตวิธีการแก้ปัญหาเมื่อเกิดสถานการณ์ผิดปกติ ณ เวลาที่อยู่บนเครื่องบิน ฉันนั่งสังเกตแฮร์โอสเตสแต่ละคน แต่ละคน แต่งหน้าได้เข้ม สวยมาก นั่งจ้องหน้าตาของแอร์โฮสเตสเพลิน แต่ละคนสวยๆทั้งนั้น รูปร่างก็ดี ฉันไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็เรียกแฮร์โอสเตสบนเครื่องบินว่า “นางฟ้าบนเครื่องบิน” เพราะแต่ละคนสวยๆทั้งนั้น วันนี้ ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง ขอเรียกแฮร์โอสเตสบนเครื่องบิน ว่านางฟ้าด้วยอีกสักคน เครื่องบินลำที่ฉันได้เดินทาง มีนางฟ้าบนเครื่องบิน 4 คน แต่ละคนแต่งหน้าดูสวยใส เข้มต่างกัน คนละสไตล์ แต่งชุดสีแดง ชุดสัญลักษณ์ประจำของสายการบิน คนแรกอยู่ประจำส่วนข้างหน้า กำลังเตรียมบริการกาแฟ และอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ให้กับผู้โดยสาร คนนี้ดูสวยใส แต่งหน้าไม่เข้มมากนัก แก้มใสชมพูดูเป็นธรรมชาติมากมาย ขนตางอน ดูดวงตากลมโต มีการใช้อายไลน์เนอร์กรีดตา ปากสีชมพูสดใส ผมสั้นสีดำขลับ ดูน่ารัก มีสไตล์ของการแต่งหน้าแบบใสๆ ดูแล้วเพลินตา แต่งหน้าแล้วทำให้ดูเป็นเด็กมาก คนที่ 2 กำลังสาธิตวิธีการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน คนนี้ตัวสูงโปร่ง ผิวขาวใส แต่งหน้าดูเข้ม คิ้วหนา ดวงตาสองชั้น จมูกโด่งได้รูป ทาสีลิปสติกสีแดงเข้ากันกับชุดสีแดงที่ใส่ ดูเป็นสาวสวยมั่นใจ ฉันหันไปดูคนที่ 3 สาธิต ณ ประจำจุด ส่วนกลางของเครื่องบิน คนที่ 3 มีรูปร่างสูงเช่นกัน แต่งหน้าได้สไตล์ดาราเกาหลีที่ฉันเคยดูในทีวี บอกไม่ถูก หน้าตาจิ้มลิ้ม น่ารัก การแต่งหน้าดูผิวหน้า เป็นมันวาว ดูผิวหน้าเปล่งปลั่ง การเขียนขอบตา ดูแต่งตาเป็นดวงตากลม เหมือนตุ๊กตา คิ้วได้รูป แก้มสีส้มบนโหนกแก้ม ดูหน้าตาสดใสเช่นกัน คนที่ 4 อยู่ไกลจากฉันไม่มาก คนนี้แต่งหน้าอ่อนๆ เน้นทาสีปากชมพู กับ แก้มสีชมพู เท่านั้น

ฉันนั่งดูนางฟ้าบนเครื่องบินสาธิตการใช้อุปกรณ์นิรภัยเพลิน เพราะทุกคนสวยมากๆ คือ จะบอกว่าฉันไม่ค่อยได้ขึ้นเครื่องมากนัก เพราะด้วยเหตุผลส่วนตัวเรื่องเงินทอง หรือจะให้บอกชัดๆ ก็คือตังค์ในกระเป๋าไม่ค่อยจะมี แต่รอบนี้ !! ฟรีทุกรายการจากหัวหน้าที่สุดแสนจะใจดี รอบนี้ฉันได้เดินทางโดยเครื่องบินครั้งแรกในรอบปีนี้ ฉันนั่งนิ่ง หลับตาบนเครื่องบิน รอเวลาให้เครื่องบินถึงเป้าหมาย นอนหลับไปประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ตกใจตื่น เมือได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ประกาศว่า เครื่องบินได้ถึงสถานที่เป้าหมายเรียบร้อยแล้ว และเมื่อสัญญาณขึ้นว่า ให้ลุกจากที่นั่งได้ ฉันก็เริ่มปลดเข็มขัดนิรภัย และลุกออกจากที่นั่ง พร้อมเดินลงจากเครื่องบิน ก่อนลงจากเครื่อง นางฟ้าบนเครื่องบินก็ประจำจุด ก่อนประตูทางเข้า ออกเครื่องบิน ปฏิบัติหน้าที่ลาผู้โดยสารทุกคน โดยมารยาทของคนไทยคือการไหว้ผู้โดยสารทุกคนก่อนลงจากเครื่องบิน พร้อมกล่าวคำว่า “ขอบคุณค่ะ โอกาสหน้าเชิญมาใหม่ค่ะ” ยิ้มสดใส ขนาดฉันเป็นผู้หญิงยังมองไม่คลาดสายตา

ฉันเดินลงมาจากเครื่องบิน และเดินอย่างเร็วๆ เพื่อไปรับกระเป๋าเดินทางที่ได้โหลดไว้ ในใจก็คิดว่า พรุ่งนี้ที่ฉันจะเข้าสัมมนา จะทำอย่างไร ให้ฉันแต่งหน้าได้เป็นนางฟ้า บนพื้นดิน อย่างนางฟ้าที่ฉันเห็นบนเครื่องบินนี้บ้าง คิด คิด อย่างไร ก็นึกไม่ออกซะที ว่าจะทำอย่างไรให้แต่งหน้าแล้วสวย หน้าเรียว สวยใส อย่างนางฟ้าที่ฉันเพิ่งเห็นเมื่อครั้งอยู่บนเครื่องบิน สงสัยฉันคงต้องทำการบ้านทั้งคืนแล้วล่ะ เพราะฉันแต่งหน้ายังไง ก็ไม่สวยใส เหมือนนางฟ้าวันนี้ซักทีสิ…